blogger นี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอน วิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวันของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ. มหาสารคาม

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

สิงห์บุรีสายน้ำและความทรงจำ

สิงห์บุรีสายน้ำและความทรงจำ

อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน
สิงห์บุรี


สิงห์บุรี


สิงห์บุรีสายน้ำและความทรงจำ (อสท)

ธเนศ งามสม...เรื่อง
ธเนศ งามสม และ โสภณ บูรณประพฤกษ์...ภาพ

          เมื่อมายืนเบื้องหน้า อนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ถ้อยคำต่าง ๆ ก็ผุดพรายขึ้นมา ความผูกพัน ความรัก บรรพบุรุษ เสียสละ ภูมิใจในบ้านเกิดของตน...คงเป็นความจริงที่ว่าไม่มีแผ่นดินใดจะอบอุ่นและภูมิใจเท่าบ้านเกิด

          ล่วงมากว่า 200 ปีแล้ว ทว่าบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรและตำนาน ก็เล่าขานวีรกรรมชาวบ้านบางระจัน และวิเศษชัยชาญ ในการหาญสู้กับกองทัพพม่า ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกพ่ายในเดือน 4 พ.ศ. 2308

          1. ตำบลแห่งนั้นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เดิมมีคลองทอดมาบรรจบ จึงเป็นชุมทางค้าขายมาแต่โบราณ บ้างหาบปลามาขาย บ้างเป็นพืชผักนานา น้ำตาลโตนดหวานหอม เรือเมล์ไปยังเมืองต่าง ๆ ก็แวะจอดที่นี่ เช่นเดียวกับชุมชนริมน้ำทั้งหลาย เมื่อความหมายของสายน้ำเปลี่ยน เส้นทางสัญจรก็เปลี่ยนตาม ปากบาง คือตำบลแห่งนั้น ผ่านยุครุ่งโรจน์มาเนิ่นนาน จากตลาดอันคลาคล้ำด้วยผู้คน ล่วงปีที่ 150 ปากบางโรยรา บานเฟี้ยมที่เคยเปิดกว้างทุก ๆ ร้าน เต็มด้วยข้าวของเครื่องใช้ ในวันนี้แทบทั้งหมดหับปิดตาย

          บ่ายวันอาทิตย์ ผมและมิตรซึ่งมีรากเหง้าสิงห์บุรีเข้าไปเยือนตัวตลาด เหมือนเช่นทุกวัน มีบานเฟี้ยมเปิดเพียงไม่กี่ร้าน "แต่ก่อนใคร ๆ ก็ต้องมาที่นี่ เพราะมีของขายทุกอย่าง เครื่องใช้ไฟฟ้า ของดีจากบ้านต่าง ๆ ร้านทองมี 3 ร้าน" ยายศิริพร เล่าพลางยิ้มเย็น ๆ หน้าห้องแถวไม้อายุร่วมร้อยปี

สิงห์บุรี

          ผมมองเข้าไปในร้าน ตามชั้นวางของดูโล่งว่าง ยายศิริพรเล่าว่า สมัยแม่และยาย ร้านนี้ขายข้าวเปลือกผ้าไตร ลูกค้ามากมาย ถัดจากร้านยายศิริพรเป็น ร้านขนมเปี๊ยะโซวเม่งเฮง ร่วม 70 ปีแล้ว ที่รสหวานหอมเลื่องลือไปไกล ในวันที่ตลาดเงียบเหงา ร้านโซวเม่งเฮงยังคงรสมือและความตั้งใจ

          "เราทำจำนวนจำกัด เป็นอย่างนี้ตั้งแต่รุ่นเก๋ง เพราะอยากให้คนซื้อได้กินของอร่อย สดใหม่" ยุบล เจริญคุณวิวัฏ ทายาทรุ่นที่ 3 เล่าให้ผู้มาเยือนฟัง ใบหน้าระบายยิ้ม จากร้านโชวเม่งเฮง ทางเดินเชื่อมกับอีกซอย ด้านหลังคือแม่น้ำเจ้าพระยา สองฟากซอยปรากฏเรือนแถวไม้เก่ากร่อน บางคูหาพยายามยื้อเวลาไว้ด้วยการซ่อมแซม ทาสีสดใส

          ถึงหัวมุมถนนอีกด้าน เราก็พบร้านเปิดบานเฟี้ยมติดกันสามร้าน ดูเป็นมุมมีชีวิตที่สุดในปากบาง เราแวะนั่งพัก พูดคุยหน้าร้านกระยาสารทแม่ทองสุข น้ำเย็น ๆ เสมือนน้ำใจ กลิ่นกระยาสารทหอมหวนในลมบ่าย

สิงห์บุรี

          "ตอนฉันสาว ๆ คนแน่นเอี้ยด เดินแทบไม่ได้ กล้วยอ้อยเอามาวางเดี๋ยวเดียวก็ขายหมด ไม่มีเวลากินข้าวกันเลย" ยายชูศรี จังตระกูล เล่าแล้วก็หัวเราะสบายใจ ในวัย 92 ภาพเหล่านั้นยังเคลื่อนไหวแจ่มชัด เช่นเดียวกับ ร้านบรรจงโอสถ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ตู้ยาขนาดใหญ่เต็มผนังบ่งบอกว่ากิจการเติบโตเพียงใด ถัดจากร้านขายยาคือร้านกาแฟอายุ 70 ปี "ร้านแป๊ะธง" ที่ใคร ๆ รู้จักอยู่หน้าท่าเรือเก่า สมัยปากบางคึกคัก เรือเมล์สองชั้นสิงห์บุรี-กรุงเทพฯ ก็แวะจอดที่นี่

          ลมบ่ายพัดผ่านไป ท้องฟ้าอึมครึมเมฆฝน เราล่ำลาทุกคน ในมือมีของฝากมากหลาย ขนมเปี๊ยะหวานหอม กระยาสารท หมูทุบ มะม่วงเขียวเสวย น้ำใจที่ใครหลายคนหยิบยื่นให้ หันกลับไปมองข้างหลัง เรือนแถวไม้เก่าก่อนนั้นคือสิ่งจริงแท้ หากย้อนกลับมาอีกครั้ง เรือนบางหลังอาจหายไป ทว่าความทรงจำดี ๆ จะไม่หายสูญ

สิงห์บุรี

          2. ฤดูฝนมาเยือนแล้ว ท้องนาปูลาดด้วยกล้าข้าวสีเขียว น้ำในลำคอลงต่าง ๆ เริ่มเพิ่มระดับแม่น้ำน้อยไหลเอื่อยลงได้ เราเดินทางเลียนแม่น้ำน้อยแม่น้ำสายน้อย ซึ่งทอดผ่านท้องทุ่ง ย้อนกลับไปมองอดีตอันรุ่งเรืองของสิงห์บุรี ที่ วัดพระปรางค์ อำเภอบางระจัน อดีตยังคงปรากฏรูปรอยในอาคารขนาดใหญ่ เตาเผาทรงเรือประทุนนอนสงบนิ่งผ่านกาลเวลา ด้วยความยาว 14 เมตร กว้าง 5.6 เมตร ปล่องควันไฟเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.15 เมตร เตาเผาซึ่งใหญ่สุดในบ้านเรา

          ย้อนเวลากลับไป ช่วง พ.ศ. 2137 – 2399 หลังเกิดการสู้รบระหว่างกรุงศรีอยุธยากับกรุงสุโขทัย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตเครื่องปั้นดินเผา มีการกวาดต้อนช่างปั้นฝีมือดีลงมา แล้วชุมชนใหม่ก็เกิดขึ้นริมน้ำน้อย ด้วยชายฝั่งปรากฏดินชั้นดี เหนียวนุ่ม ปั้นขึ้นรูปได้ง่าย ทั้งยังมีทรายผสม ทำให้ทนความร้อนสูง เนื้อจึงแกร่ง ทนทานต่อการใช้งาน

          ในยุคดังกล่าว เตาแม่น้ำน้อยผลิตเครื่องใช้มากหลาย เช่น ไหสี่หู ขวดปากบาน กระปุก อ่าง ลูกกระสุนดินเผา ครก หม้อข้าว คนที ผลิตกระเบื้องปูพื้นวัดไชยวัฒนารามในอยุธยา ปั้นท่อน้ำดินเผาส่งไปยังเมืองลพบุรี ทั้งยังส่งไปขายตามเมืองไกล เช่น จีน ญี่ปุ่น ฮอลันดา รวมถึงสร้างประติมากรรมรูปไกรสรราชสีห์ สัญลักษณ์เมืองสิงห์บุรีในเวลาต่อมา

สิงห์บุรี

          ฤดูฝนมาเยือนแล้ว ท้องนาปูลาดด้วยกล้าข้าวสีเขียว น้ำในลำคลองต่าง ๆ ขณะยืนอยู่เบื้องหน้าเตาเผา ตัวตนของเราดูเล็กจ้อย กลิ่นดินขึ้นอับคล้ายลมหายใจของกาลเวลา มันทั้งเชิญชวนให้ค้นหา ยำเกรง และศรัทธาอยู่ในคราวเดียวกัน อารมณ์เช่นนี้คล้ายตอนไปเยือน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินทร์บุรี ภายในวัดโบสถ์ พระอารามหลวง บนศาลาหลังใหญ่ พื้นปูไม้มันเลื่อม ใครหลายคนยืนนิ่งเบื้องหน้าพระธรรมจักรเก่าแก่ ราวกับสวดมนต์ภาวนา

          พระธรรมจักรนี้คือหนึ่งในโบราณวัตถุหลายชิ้นที่พบในเมืองโบราณบ้านดูเมือง ตำบลห้วยชัน อำเภออินทร์บุรี ชุมชนซึ่งย้อนเวลาไปถึงพุทธศตวรรษที่ 12 – 16 สมัยทวารวดี ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์คือเขตพุทธาวาสของวัดพระนอนจักรสีห์ ภายในวิหารประดิษฐานหลวงพ่อพระนอน พระพุทธรูปคู่เมืองสิงห์บุรี องค์พระปฏิมานี้บ่งบอกว่าปรากฏก่อนมีกรุงศรีอยุธยา มีตำนานเล่าว่า ท้าวอู่ทองซึ่งเป็นเจ้าเมืองได้พบเนินดินใหญ่ปกคลุมพระพุทธรูปใจกลางป่า จึงชักชวนพ่อค้าเกวียนช่วยกันบูรณะ ด้วยแรงแห่งศรัทธา องค์พระนอนความยาว 47.40 เมตร ก็คืนความงดงาม

          ตะวันบ่ายคล้อย ในพระวิหารผมได้พบศรัทธาที่สืบทอดต่อมายาวนาน ผู้คนก้าวเดินช้า ๆ สำรวมจิต ก้มลงกราบองค์พระปฏิมา แล้วเสียงสวดมนต์ก็ดังกังวาน กลิ่นธูปควันเทียนล่องลอย ดอกไม้เสมือนเรื่องบูชา ราวกับภาพอดีต ทอดมาบรรจบปัจจุบัน เคลื่อนไหวฉายชัดอยู่ตรงหน้า

สิงห์บุรี

          3. เสียงไก่ขันกังวานแว่ว หมอกบาง ๆ ลอยเรี่ยแม่น้ำน้อย พระและเณรเดินเรียงเป็นแถวยาว แวะรับบิณฑบาตตามเรือนต่าง ๆ ซึ่งตั้งอยู่ริมน้ำ ยามเช้าแม่น้ำน้อยดูสงบงาม ดั่งใบหน้าหญิงสาวที่ไร้แป้งแต่งหน้า น้ำยังใสสะอาด อุดมด้วยปูปลา "ตอนเด็ก ๆ เราใช้ "ปุเล" ติดตาข่ายลากปลาเข้าตลิ่ง มีสารพัดทุกอย่าง ปลากด ปลาเกล็ด" ยายทองม้วนเล่า ในมืออุ้มขันเงิน ซึ่งเพิ่งตักบาตรพระและเณร

          เนิ่นนานแล้วที่สิงห์บุรีเป็นเป็นเมืองอู่ข้าวอู่ปลา ความอุดมสมบูรณ์ปรากฏทั้งในน้ำและในนา เช่น ปลาช่อนแม่ลาอันเลื่องชื่อ "ปลาบ้านเรามีชุกชุม จะต้มยำ นึ่ง ทอด ก็ทำได้หลากหลาย ทั้งปลาหนัง คัง กดแก้ว หางแดง หางดอก ม้า สวาย เทโพ ช่อน ปลาบู่ยิ่งเนื้อหวานหอม" นิธิโรจน์ พิภพเจริญศรี เจ้าของร้านอาหารริมแม่น้ำน้อย เล่าน้ำเสียงภูมิใจ

          ข้ามท้องทุ่งกว้างเข้ามาในเมือง ที่วัดสว่างอารมณ์ ผมก็พบน้ำเสียงภูมิใจคล้ายคลึงกัน "ทุกวันนี้เหลือหนังใหญ่แค่ 2 ที่ มีบ้านเรากับราชบุรี ของเรานี่เล่นศึกใหญ่ได้เลย เพราะมีตัวหนังครบสมบูรณ์" ตาสัมพิมพ์ ดิษฐ์วิเศษ เล่าน้ำเสียงภูมิใจ ขณะดูลูกหลานฝึกซ้อมหนังใหญ่บนศาลาการเปรียญ

สิงห์บุรี

          กล่าวถึงหนังใหญ่ จัดว่าเป็นการละเล่นชั้นสูงในอดีตจะเห็นการเชิดหนังใหญ่ในงานพระศพของเจ้านาย และเนื่องจากต้องใช้คนมาก ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หนังใหญ่จึงมักเป็นของวัดสำคัญต่าง ๆ โดยเฉพาะวัดสว่างอารมณ์ ซึ่งเก็บรักษาหนังใหญ่ไว้ถึง 300 ตัว มีการจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์ในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และปิดเทอม ครูหนังใหญ่รุ่นเก่า ๆ ก็เข้ามาถ่ายทอดศิลปะนี้แก่ลูกหลาน "ไม่อยากให้หายสูญ" ตาสัมพิมพ์บอกสั้น ๆ ขณะเข้าไปดัดมือลูกศิษย์รุ่นหลานให้อ่อนช้อย แม้วัยจะล่วงวัย 82 แล้ว การเคลื่อนไหวไม่คล่องแคล่วเหมือนแต่ก่อน

          เราอยู่ดูเด็ก ๆ ฝึกซ้อมหนังใหญ่จนบ่ายคล้อย ระหว่างทางไปอำเภอค่ายบางระจัน ความรู้สึกบางอย่างก็แวบผ่านเข้ามา เมื่อมายืนเบื้องหน้าอนุสาวรีย์วีรชนค่ายบางระจัน ถ้อยคำต่าง ๆ ก็ผุดพรายขึ้นมา ความผูกพันความรัก บรรพบุรุษเสียสละ ภูมิใจในบ้านเกิดของตน...คงเป็นความจริงที่ว่า ไม่มีแผ่นดินใดจะอบอุ่นและภูมิใจเท่าบ้านเกิด ล่วงมากว่า 200 ปีแล้ว ทว่าบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร และตำนานก็เล่าขานวีรกรรมชาวบ้านบางระจันและวิเศษชัยชาญ ในการหาญสู้กับกองทัพพม่า ก่อนกรุงศรีอยุธยาจะแตกพ่ายในเดือน 4 พ.ศ. 2308

          ผมไม่อาจรู้ได้ว่า ประวัติศาสตร์มีกี่ด้าน ถูกจารึกไว้กี่หน้า ทว่ากับเลือดเนื้อที่สูญเสียไปมากมาย เราควรค้อมคารวะแด่พวกเขา ในฐานะมนุษย์ซึ่งสละตนเองด้วยความรักและศรัทธา เช่นเดียวกับปากบาง เมื่อเส้นทางสัญจรเปลี่ยน ตลาดริมแม่น้ำในเมืองสิงห์บุรีก็เปลี่ยนตาม

สิงห์บุรี

          4. จากที่เคยคึกคัก เป็นจุดจอดเรือเมล์ไปจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงเป็นแหล่งค้าขายสินค้านานา วันนี้ตัวตลาดค่อนข้างเงียบเหงา ร้านเก่าแก่ยังเปิดได้ก็ด้วยชื่อเสียงที่สั่งสมมา เช้าตรู่เราแวะมาร้านกาแฟโบราณในตลาด ตัวร้านเป็นห้องแถวไม้ 1 คูหา เก่าแก่ตามอายุกว่า 70 ปี

          "เมื่อก่อน ตี 4 ก๋งกับเตี่ยก็ลุกมาเปิดร้านแล้ว เพราะตลาดสดเริ่มขาย คนผ่านไปมาต้องแวะกินกาแฟ" ธนิต ธิตินิลนิธิ ทายาทรุ่น 3 เล่าขณะใช้ถุงผ้าชงกาแฟอย่างชำนาญ ถึงวันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ตลาดสดย้ายไปอยู่ริมถนนสายหลัก ลูกค้าเก่า ๆ ทยอยจากไปโต๊ะไม้มันเลื่อมอายุร่วมร้อนปี จึงว่างเปล่าหลายโต๊ะ ทว่าบรรยากาศ "สภากาแฟ" ยังไม่สูญหาย

          "ข่าวบินลาเดนพาดหัวตัวใหญ่เลย" ใครบางคนเปิดประเด็น จากที่เคยคึกคัก เป็นจุดจอดเรือเมล์ไปจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงเป็นแหล่งค้าขายสินค้านานา "เลือกตั้งหนนี้ จะเลือกใครดี" อีกคนตั้งคำถาม

สิงห์บุรี

          แดดเช้าค่อย ๆ ฉายเข้ามาในร้าน ผู้คนทยอยกลับบ้าน เราขับรถวนรอบเมือง เข้าไปดูตลาดสดซึ่งมีปลาแม่น้ำวางเรียงรายให้ซื้อหา ใช้เวลาอึดใจก็วนครบรอบ หากเป็นเมืองใหญ่ เราคงหนีไม่พ้นรถราอันคลาคล่ำ จากตัวเมือง ใครบางคนชวนไปเที่ยวอำเภอท่าช้าง ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง เราก็พบตนเองอยู่ใต้เงาไม้ร่มรื่น คูคลองและท้องทุ่งนา ลมพัดเย็นสบายแม้แดดจะเริ่มจ้า

          ในสวนผลไม้ของ ณัฐวุฒิ จันทร์พงษ์แก้ว ชาวสวนวัยหนุ่ม เรายังทันได้ชิมลิ้นจี่เนื้อนุ่มหวาน "เป็นพันธุ์สำเภาแก้วครับ จากอัมพวา อีกสองสามเดือนชมพู่ทองสามสีจะแก่ได้ที่ แล้วกลับมาเที่ยวอีกนะครับ" ชายหนุ่มเชื้อเชิญอย่าคนมีอัธยาศัย หลังจากเข้าไปผจญชีวิตในเมืองระยะหนึ่ง ณัฐวุฒิก็พบว่าไม่มีที่ใดน่าอยู่เท่าบ้านเกิด เขากลับมาพร้อมความรู้ที่สั่งสมมาจากสวนผลไม้แถบนนทบุรี รวมกับความสนใจในทฤษฏีพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

          10 ปีให้หลัง เขาก็ยืนหยัดมั่นคงในฐานะ "ชาวสวน" ทั้งกระท้อน ลิ้นจี ชมพู่ ให้ผลเป็นที่พอใจ ผืนดินว่าง ๆ เขาลงพืชผักกินได้ ปลูกดาวเรืองไว้ตัดดอกขาย เลี้ยงเป็ดพันธุ์ไข่ ในร่องสวนก็มีปลาสมบูรณ์ และจากการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปลอดยาพิษร้าย หิ่งห้อยก็เริ่มเข้ามาอาศัย หลังอิ่มเอมมื้อเย็นซึ่งเจ้าของสวนเอื้อเฟื้อด้วยน้ำใจ เราเดินเข้าไปในสวนผลไม้ จันทร์ทอแสงนวลใย เมื่อสายตาเริ่มชินกับความมืด เบื้องหน้าก็ปรากฏจุดแสงสีเขียววับวาว แลเกลื่อนพราวอยู่ตรงโน้นตรงนี้ บ้างเคลื่อนไหว บ้างเกาะนิ่งกับต้นไม้ ทอแสงวิบวับราวกับดวงไฟประดับต้นคริสต์มาส

          "สงบงาม" ...ใครบางคนเอ่ยคล้ายรำพึง ในยามนั้นผมนึกถึงปากบาง ร้านกาแฟ และท่าเรือร้างผู้คน อาจเป็นเช่นเดียวกับหิ่งห้อย เมื่อปราศจากยาพิษร้าย พวกเขาก็ค่อย ๆ คืนกลับมาอาศัย ทอแสงวับวามงามตา และในวันหนึ่งเมื่อผู้คนย้อนกลับมาค้นหาความหมายของสายน้ำ รอยยิ้มและความสงบงามจะหวนคืนเรือนแถวไม้ ความทรงจำจะถูกปลุกให้มีชีวิตชีวา

สิงห์บุรี

คู่มือนักเดินทาง

          สิงห์บุรีเป็นเมืองเล็ก แต่ละอำเภออยู่ห่างกันไม่เกิน 20 กิโลเมตร การเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ จึงสะดวก ใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมง

การเดินทาง

          จากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 (สายเอเชีย) ตัวเมืองอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมระยะทาง 142 กิโลเมตร

          ที่สถานีขนส่งหมอชิต บริษัทขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ-สิงห์บุรีทุกวัน สอบถามตารางเวลาได้ที่ Call Center 1490

          จากสถานีขนส่งจังหวัด สามารถเหมารถสองแถวไปเที่ยวอำเภอต่าง ๆ ได้ วันละ 1,000 – 2,000 บาท ตามสถานที่และระยะทาง

สิงห์บุรี

สิงห์บุรี

ที่เที่ยว

          ปากบางน่าแวะไปเยือน แม้ตัวตลาดจะไม่ได้คึกคักเหมือนแต่ก่อน ทว่าเรือนแถวไม้เก่าแก่ อาหารการกิน และน้ำใจผู้คนก็เป็นเสน่ห์ซึ่งหาได้ไม่ง่ายในทุกวันนี้

          สิงห์บุรีเป็นเมืองพุทธธรรม มีวัดซึ่งเป็นศูนย์รวมศรัทธามากมาย

          อำเภอเมืองฯ วัดพระนอนจักรสีห์ ใกล้กันเป็นวัดหน้าพระธาตุ ทั้งสองเป็นวัดเก่าแก่คู่เมืองสิงห์บุรี วัดว่างอารมณ์ ภายในวัดอนุรักษ์หนังใหญ่ไว้ วัดประโชติการาม ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติศิลปะสุโขทัย

          อำเภอท่าช้าง วัดพิกุลทอง สถานที่จำพรรษากระทั่งมรณภาพของหลวงพ่อแพ พระเกจิที่ผู้คนศรัทธา

          อำเภออินทร์บุรี วัดโบสถ์ ภายในเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อินทร์บุรี มีโบราณวัตถุน่าชมมากชิ้น วัดม่วง ในอุโบสถหลังเล็กมีภาพจิตรกรรมอันงดงาม

          อำเภอค่ายบางระจัน วัดโพธิ์เก้าต้น มีโบราณสถานที่เชื่อว่าเป็นวิหารของพระอาจารย์ธรรมโชติ ฝั่งตรงข้ามเป็นที่ตั้งอุทยานวีรชนค่ายบางระจัน

          อำเภอบางระจัน วัดพระปรางค์ ด้านหน้าวัดเป็นแหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย มียุวมัคคุเทศก์นำชมวันเสาร์และอาทิตย์ น่าแวะสวนผลไม้ที่อำเภอท่าช้าง สวนณัฐวุฒิปลูกกระท้อน ชมพู่ ลิ้นจี่ กลางคืนมีหิ่งห้อยให้ชม โทรศัพท์ 08 1570 7707

สิงห์บุรี

อาหารการกิน

          เช้า ๆ น่านั่งร้านกาแฟโบราณ ใกล้เทศบาลเมืองสิงห์ แล้วแวะถนนวิไลจิตต์-เลียบริมแม่น้ำ ชิมข้าวมันไก่ร้านพรเพ็ญ ถัดกันเป็นร้านกำไล ลองกับข้าวและก๋วยเตี๋ยวซึ่งปรุงด้วยลูกชิ้นปลากราย ใกล้ ๆ เป็นร้านซาลาเปาแม่สายใจ น่าลองชิมไส้ปลากับไส้หน่อไม้

          มื้อเย็นแนะนำร้านรำพึง ถนนขุนสวรรค์ และร้านนิธิโรจน์ ใกล้วัดพิกุลทอง ริมแม่น้ำน้อย ทั้งสองร้านขึ้นชื่อเมนูปลา

          ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ ททท. สำนักงานลพบุรี โทรศัพท์ 0 3677 0093, 0 3677 0096




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ปีที่ 51 ฉบับที่ 12 กรกฎาคม 2554

นั่งรถไฟเที่ยว นอนโฮมสเตย์แม่กลอง

นั่งรถไฟเที่ยว นอนโฮมสเตย์แม่กลอง


สมุทรสงคราม

สมุทรสงคราม

สมุทรสงคราม


ความสุขที่เคลื่อนช้า
(อสท)

พิมพิดา กาญจนเวทางค์...เรื่อง
นัท สุมนเตมีย์...ภาพ

          บ่อยครั้งที่เรารู้สึกว่าเวลาของความสุขมักจะผ่านไปไว ลองเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งรถไฟเที่ยวกันดูไหม เผื่อจะมีเวลาดื่มด่ำกับความสุขที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ ได้มากขึ้น โปรแกรมการท่องเที่ยวที่การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นนั้น มีให้เลือกหลายหลาย ทั้งโปรแกรมเที่ยววันเดียวและโปรแกรมค้างคืน หลังจากดูรายละเอียดของโปรแกรมแล้ว เราสนใจโปรแกรมนั่งรถไฟเที่ยว นอนโฮมสเตย์แม่กลอง ที่จะจัดขึ้นทุกวันเสาร์ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ ๆ กรุงเทพฯ น่าสนใจอยู่หลายแห่ง

          ฉันโทรฯ สอบถามข้อมูลที่คอลเซ็นเตอร์ 1690 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย พนักงานเสียงหวานปลายสายบอกถึงรายละเอียดโปรแกรม พร้อมแนะนำให้ไปจองตั๋วที่สถานีหัวลำโพงก่อนวันเดินทาง แต่เมื่อไปถึงจึงได้รู้ว่าจะต้องมีนักท่องเที่ยว 10 คนขึ้นไป จึงจะจัดให้มีการท่องเที่ยวตามโปรแกรม แม้สุดสัปดาห์ที่เราเลือกนี้ยังไม่มีใครจอง แต่เขาก็บอกว่าเราสามารถขึ้นรถไฟไปเที่ยวเองได้ เส้นทางท่องเที่ยวไม่ได้ยากลำบากแต่อย่างไร

          การเดินทางครั้งนี้จึงเริ่มต้นขึ้นตามเวลานัดหมาย 06.30 น. ณ สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ อันเป็นสถานีต้นทางของทางรถไฟสายแม่กลอง (วงเวียนใหญ่-มหาชัย) ด้วยความคุ้นเคยกับภาพของสถานีรถไฟหัวลำโพงที่เห็นมาตั้งแต่เด็ก เมื่อไปถึงสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ ฉันจึงรู้สึกแปลกตาไม่น้อย เพราะสถานีนั้นคล้ายจะซ่อนอยู่ในซอยเล็ก ๆ มีเพียงป้ายชื่ออยู่ด้านหน้า เมื่อสอบถามถึงความเป็นมา จึงได้รู้ว่าเดิมทีสถานีต้นทางของรถไฟสายแม่กลอง คือ สถานีรถไฟปากคลองสาน แต่เพราะไม่มีการเดินรถช่วงสถานีปากคลองสาน-วงเวียนใหญ่ มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2504 สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่จึงถูกนับว่าเป็นสถานีต้นทางไปโดยปริยาย

          และรถไฟสายแม่กลองนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญในอดีต นำความเจริญมาสู่จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดสมุทรสงคราม มาเนิ่นนานกว่าร้อยปีแล้ว ผู้คนและเรื่องราวต่าง ๆ ในตลาด เติมความมีชีวิตชีวาให้กับเวลาระหว่างที่ฉันรอเพื่อนร่วมเดินทางมาสมทบ เจ้าของแผงหนังสือเปิดวิทยุพลางขยับเต้นแอโรบิกตามจังหวะเพลง คนขายข้าวแกงขมีขมันตักข้าวใส่จานให้ลูกค้าที่ยืนรออยู่ และในขณะเดียวกันนั้นเอง เสียงสวดให้พรจากกลุ่มสามเณรที่เดินเรียงแถวกันมา ก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงเมื่อมีคนใส่บาตร ฉันถือโอกาสดี ๆ แบบนี้ทำบุญเข้าสู่วันใหม่ด้วยการใส่บาตรกับเขาด้วย

สมุทรสงคราม


          อิ่มอกอิ่มใจแล้วก็เดินไปนายสถานีเพื่อซื้อตั๋ว เขาทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนจะส่งยิ้มบอกว่า ตั๋วรถไฟสายแม่กลองนี้แจกฟรีตามโครงการ "รถไฟฟรีเพื่อประชาชน" พร้อมหยิบตารางกำหนดเวลาเดินรถไฟ และวารสารรถไฟสัมพันธ์ลงให้ บอกตามตรงว่าบริการจากการรถไฟฯ สร้างความรู้สึกอบอุ่นประทับใจให้ฉันได้ทุกครั้งจริง ๆ

          ลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง ฉันนั่งมองวิวข้างทาง เห็นเด็กตัวน้อยกำลังวิ่งเล่นกัน ผ้าที่เพิ่งชักตากแดดใสอยู่ที่ราวข้างบ้าน ต้นชบาออกดอกสีแดงสด บรรยากาศการเดินทางที่เรียบง่ายไม่เร่งรีบนี้ ทำให้หวนนึกถึงครั้งที่ยังเป็นนักศึกษา ฉันต้องไปขึ้นรถไฟที่สถานีหัวลำโพงแต่เช้าทุกวัน โดยมีปลายทางที่สถานีเชียงราก และแม้ 1 นาที ในวันนั้นจะยาวนานเท่ากับ 1 นาทีในวันนี้ แต่เมื่อคิดถึงความสุขของวัยหนุ่มสาว ก็คล้ายว่าคืนวันเหล่านั้นจะหมุนผ่านรวดเร็วเกินไป

สมุทรสงคราม


          รถไฟเวลาราว 1 ชั่วโมง ในการเดินทางจากสถานีวงเวียนใหญ่ไปยังสถานีมหาชัย โดยจะผ่านสถานีตลาดพลู คลองต้นไทร จอมทอง วัดไทร วัดสิงห์ บางบอน การเคหะ รางสะแก รางโพธิ์ สามแยก พรมแดน ทุ่งสีทอง บางน้ำจืด คอกควาย บ้านขอม คลองจาก และมหาชัย

          มหาชัย หรือจังหวัดสมุทรสาครนี้ในอดีตเป็นตำบลใหญ่ที่อยู่ติดกับอ่าวไทย มีชาวจีนนำสำเภาเข้ามาจอดเทียบท่าเพื่อค้าขายจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียกติดปากเป็นตำบลท่าจีน ต่อมาถูกยกฐานะเป็นเมืองสาครบุรี เพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านป้องกันศัตรูที่จะมารุกรานทางทะเล และเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองสมุทรสาครในสมัยรัชกาลที่ 4 ต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระบรมราชโองการให้ทางราชการเปลี่ยนคำว่า "เมือง" เป็น"จังหวัด" ทั่วทุกแห่ง เมืองสมุทรสาครจึงได้เปลี่ยนเป็น "จังหวัดสมุทรสาคร" ส่วนชื่อมหาชัยที่คนชอบเรียกกันนั้น เป็นชื่อของคลองที่ขุดขึ้นตัดคลองโคกขามที่มีความคดเคี้ยวม กระแสน้ำเชี่ยวทำให้เป็นอุปสรรคในการเดินเรือ

          ปัจจุบัน ตลาดมหาชัย เป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของอาหารทะเลทั้งสดและแห้ง เนื่องจากเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ห่างจากทะเลเพียง 2 กิโลเมตร ดังนั้น คุณจะได้ตื่นตากับอาหารทะเลสดมากมาย ทั้งกุ้ง หมึก หอยหลากหลายชนิด แมงกะพรุน ปลาทะเลต่าง ๆ และที่ขาดไม่ได้คือปลาทู ที่มีรสชาติอร่อยขึ้นชื่อของที่นี่

สมุทรสงคราม


          เดินเล่นจนรอบตลาดแล้ว ก็ต้องไปลงเรือยนต์ข้ามฟากไปยังสถานีบ้านแหลม แต่เรายังมีเวลาอีกนิด พอให้แวะไปที่ ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสมุทรสาคร หรือ เจ้าพ่อวีเชียรโชติ อันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนเคารพนับถือ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวประมงในจังหวัด โดยก่อนออกเรือเพื่อไปหาปลาทุกครั้ง ชาวประมงจะต้องไปทำพิธีสักการบูชา และจุดประทัดบริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคล นอกจากนี้ ใกล้ ๆ กันยังมีอาคารแบบไทยที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญจากกรมศิลปากร ภายในประดิษฐานเสาหลักเมืองที่สวยงามและใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย

          ข้ามเรือไปยังสถานีบ้านแหลม จากสถานีนี้ไปยังสถานีแม่กลองจะต้องใช้เวลาอีกราว 1 ชั่วโมงเช่นกัน โดยจะผ่านสถานีท่าฉลอม บ้านชีผ้าขาว คลองนกเล็ก บางสีคด บางกระเจ้า บ้านบ่อ บางโทรัด บ้านกาหลง บ้านนาขวาง บ้านนาโคก เขตเมือง ลาดใหญ่ บางกระบูน และแม่กลอง ทิวทัศน์สองข้างทางเปลี่ยนไปจากขบวนวงเวียนใหญ่-มหาชัย โดยส่วนใหญ่จะเป็นวิวสวยสบายตาของนาเกลือ และสีเขียวของต้นจาก

สมุทรสงคราม


          แต่ไฮไลต์ของรถไฟไปแม่กลองนี้อยู่ที่ ตลาดร่มหุบ ต่างหาก ชื่อจริง ๆ ของตลาดร่มหุบ คือ ตลาดราชพัสดุ กรมธนารักษ์ หรือพ่อค้าแม่ค้าจะเรียกว่า ตลาดรถไฟ ตั้งอยู่ติดกับสถานีรถไฟแม่กลอง ความโดดเด่นของตลาดนี้อยู่ที่พ่อค้าแม่ค้าจะวางของขายตามรางรถไฟเป็นระยะประมาณ 300 เมตร เวลาที่รถไฟเข้าและออกจากสถานีก็จะหุบร่มที่กางกันแดด เก็บของที่วางขายออกจากราง แต่เมื่อรถไฟผ่านไปก็จะกางร่มและวางของขายเช่นเดิม สินค้าโดยส่วนใหญ่ที่นำมาจำหน่ายจะเป็นสินค้าจากเกษตรกรโดยตรง จึงมีราคาไม่แพง

          เมื่อรถไฟวิ่งจากสถานีบางกระบูนมุ่งหน้าสู่สถานีแม่กลอง เราก็เริ่มตื่นเต้นที่จะได้เห็นตลาดร่มหุบจากบนรถไฟ ขณะที่เรากดชัตเตอร์กล้องถ่ายภาพจากบนหน้าต่างรถไฟ นักท่องเที่ยวที่ยืนอยู่ในตลาดก็ถือกล้องกดชัตเตอร์ขึ้นมาที่รถไฟเช่นเดียวกัน อยู่บนรถไฟอาจเห็นภาพได้ไม่ชัดนัก ดังนั้น เมื่อรถไฟจอดเทียบท่าที่สถานีแม่กลอง เราจึงเดินย้อนกลับขึ้นมาที่ตลาด เดินตลาดเล่นเพลิน ๆ รอรถไฟออกจากสถานี

          เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น พ่อค้าแม่ค้าเริ่มดึงร่มเก็บ บ้างก็ดึงแผงที่ติดล้อเลื่อนเข้าด้านในร้าน "น้องมายืนตรงนี้สิ จะได้มองเห็นชัด ๆ" พี่เจ้าของร้านที่กำลังเก็บของส่งเสียงใจดีบอกฉัน ที่กำลังเก้ ๆ กัง ๆ หาที่ยืน ก็มัวแต่เกรงจะเกะกะเขา แล้วก็ยังกลัวรถไฟที่กำลังจะวิ่งมาด้วยสิ จุดที่ฉันยืนนั้นใกล้พอที่จะรับรู้ได้ถึงกระแสลม ที่เกิดจากการวิ่งตัดผ่านไปในอากาศของรถไฟ และยังมองเห็นได้ชัดเจนว่าระยะของกระจาดวางผัก ห่างจากล้อรถไฟเพียงไม่เท่าไรจริง ๆ

          รถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว ฉันกลับมาหายใจเต็มปอดได้อีกครั้ง และในนาทีเดียวกันนั้นเอง ตลาดก็ไม่ได้หุบร่มแล้ว ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพเดิมในชั่วพริบตาเดียว สำหรับผู้ที่ต้องการจะมาสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเอง ก็คงต้องตรวจสอบตารางไฟให้แน่นอน รถไฟบ้านแหลม-แม่กลอง (จำนวน 2 โบกี้) จะไปถึงสถานีแม่กลองเวลา 08.30, 11.00, 14.30 และ 17.40 น. และจะออกจากสถานีแม่กลองเวลา 06.20, 09.00, 11.30 และ 15.30 น.

          ตื่นเต้นกันแล้ว ก็ไปสงบจิตสงบใจกราบนมัสการ หลวงพ่อบ้านแหลม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหารกันดีกว่า วัดเพชรสมุทรวรวิหารนี้เป็นวัดสำคัญที่สุดในจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ "หลวงพ่อบ้านแหลม" ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ จึงนับเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสมุทรสงคราม

          อย่าเพิ่งคิดว่าโปรแกรมวันแรกจะหมดเพียงเท่านี้ เพราะเราจะแวะไปล้างหน้าล้างตาที่ "บ้านริมคลองโฮมสเตย์" กันก่อน ที่นั่นเราจะได้ชมการทำน้ำตาลมะพร้าวและการทำขนมไทยกัน บ้านริมคลองโฮมสเตย์เป็นบ้านเรือนไทยที่สะท้อนความเป็นอยู่แบบง่าย ๆ และเคยได้รับรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวท่องไทย ปี 2553 ในประเภทแหล่งท่องเที่ยวชุมชนด้วย

สมุทรสงคราม


          บ้านที่ฉันพักเป็นบ้านมุงจากที่สร้างขึ้นแบบง่าย ๆ อยู่ติดคลองผีหลอก ฝาบ้านด้านที่ติดกับคลอง สามารถยกเปิดออกให้เห็นระเบียงบ้าน เพื่อรับลมแม่น้ำพร้อมชมวิวสบายตาได้เต็ม ๆ ได้ยินชื่อคลองผีหลอก อย่าเพิ่งตกใจกลัวกันไป เพราะชื่อนี้มีที่มาจากชื่อของ "เรือผีหลอก" ที่ชาวประมงพื้นบ้านเคยใช้ดักปลาในอดีต โดยจะแต่งเรือมาดขนาดที่ติดตั้งแจวได้ 1 หลัก ด้วยการติดไม้กรีดน้ำและแผ่นไม้ทาสีขาว หรือที่เรียกว่ากระดานหลอก พาดไว้ที่ข้างเรือ เมื่อออกเรือในตอนกลางคืน ปลาจะตกใจกับเสียงกรีดน้ำและสีขาวของแผ่นกระดานจนกระโดดลงไปในเรือ อีกด้านของเรือจะติดตาข่ายป้องกันกุ้งปลาไม่ให้กระโดดออกจากเรือ ชาวบ้านจะใช้เรือผีหลอกนี้ออกไปหาปลาตอนกลางคืน โดยเฉพาะในคืนเดือนมืด
สมุทรสงคราม


          ตากลมสบายและพักสายตาด้วยการมองต้นจากที่นอกระเบียงแล้ว ก็ได้เวลาไปดูวิธีการทำน้ำตาลมะพร้าว เราไปถึงในขณะที่เขากำลังต้มน้ำตาลมะพร้าว พอเดือดจึงนำลงมาเคี่ยวให้เหนียว ตักใส่ถ้วยพิมพ์ที่รองด้วยผ้าขาวบาง ในขั้นตอนที่กล่าวมานี้ หากใครสนใจจะทดลองทำด้วยก็สนุกดีทีเดียว จากนั้นหากใครยังอยากจะฝึกฝีมือในการนวดแป้ง เพื่อนำมาห่อไส้มะพร้าวทำขนมต้ม ก็จะมีคุณยายคอยสอนให้เหมือนเราเป็นลูกหลาน ก่อนที่จะไปนั่งเรือชมหิ่งห้อย การไปเดินเล่นที่ ตลาดอัมพวา ก็ดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมที่พลาดไม่ได้ โดยเฉพาะในคืนวันเสาร์แบบนี้
สมุทรสงคราม


          และเมื่อไรได้ไปถึงตลาดอัมพวาก็หมดคำถามว่า ทำไมผู้คนยังคงให้ความสนใจมาเที่ยวชมตลาดอัมพวาอย่างไม่เสื่อมคลาย เพราะจากที่เคยมีร้านค้าไม่กี่ร้านบนถนนเลียบแม่น้ำสายสั้น ๆ ปัจจุบันมีร้านรวงริมน้ำเปิดใหม่มากมาย ทั้งร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก

          อีกทั้งยังมีโครงการดี ๆ อย่าง โครงการอัมพวาชัยพัฒนานุรักษ์ ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินที่ คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ชาวอัมพวา ได้น้อมเกล้าฯ ถวาย มาดำเนินการให้เกิดประโยชน์ ภายในโครงการแบ่งเป็นร้านค้าชุมชน ร้านชานชาลาซึ่งจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ห้องนิทรรศการชุมชนอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนแม่กลองและอัมพวา สวนสาธิตเกษตรเพื่อการเรียนรู้ และลานวัฒนธรรม "นาคะวะรังค์"

สมุทรสงคราม


          เดินดูบรรยากาศร้านค้าตลอดสองฝั่งคลองแล้ว ก็กลับมานั่งเรือแจวรับลมเย็น ๆ ชมหิ่งห้อยกันที่คลองผีหลอกหน้าบ้านพัก มีเรือหางยาวติดสปอตไลต์หลายลำ พานักท่องเที่ยวแล่นสวนกับเรือไม้เล็ก ๆ ของเรา ซึ่งในขณะเดียวกันลุงคนแจวเรือก็กำลังดูกระแสน้ำ ออกแรงพาย และชี้ให้เรามองแสงกะพริบของหิ่งห้อยในความมืด ฉันเชื่อว่าใครมาอัมพวาก็คงอยากเห็นหิ่งห้อย แต่การได้เห็นแสงวับวาวในบรรยากาศอบอุ่นและนุ่มนวลแบบนี้ บางทีเราอาจต้องเป็นคนเลือกที่จะมาสัมผัสด้วยตัวเอง
สมุทรสงคราม


สมุทรสงคราม



          ต้อนรับเช้าวันใหม่ด้วยการใส่บาตรพระทางเรือที่ท่าเรือของบ้านพักแล้ว เราจึงเก็บของเตรียมตัวไปคลองโคน โดยมี ลุงเทือง-ประเทือง จืดเหลือง เป็นคนนำทาง "รีบไหม มากับลุงอย่ารีบ จะสนุก" ลุงเทืองยิ้มบอกกับพวกเราตั้งแต่แรกเจอ เราใช้เวลาบนเรือพูดคุยเรื่องราวทั้งของตัวลุงเทืองและเรื่องของคลองโคน

          ลุงเทืองเล่าว่า สมัยก่อนพื้นที่ป่าชายเลนบ้านคลองโคนถูกทำลายเพราะการทำนากุ้ง แต่ต่อมาชาวบ้านในพื้นที่ ด้วยการนำของผู้ใหญ่ชงค์ ต้องการปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูสภาพความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าชายเลนให้กลับมา การทดลองปลูกป่าชายเลนในช่วงแรก ๆ ไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ต่อมาหน่วยงานรัฐก็เริ่มเห็นความสำคัญ อีกทั้งยังได้รับพระกรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเห็นความสำคัญของการปลูกป่าชายเลนที่นี่ และเสด็จมาทรงปลูกป่าชายเลนด้วยพระองค์เอง จนปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนของบ้านคลองโคนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

สมุทรสงคราม


          ลุงเทืองพาเราไปดูคลองที่แบ่งเขตจังหวัดสมุทรสงครามและจังหวัดเพชรบุรี แวะพักกินข้าวกล่องบนกระเตง หรือกระท่อมของชาวประมงที่ปลูกกลางทะเล เพื่อใช้เฝ้าฟาร์มหอยแครง พอได้หลบแดดพลางนั่งตากลมสบายแบบนี้ ก็ชวนให้เคลิ้มได้เหมือนกัน ดีที่ลุงเทืองอารมณ์ดีอยู่เสมอ เสียงหัวเราะบนกระเตงจึงไม่เคยเงียบหาย "ลุงเป็นลูกทะเล สนุกทุกวันละ" ลุงเทืองปิดท้ายบทสนทนาและลุกขึ้นยืน พร้อมที่จะพาเราไปถีบกระดานเลนหาหอยแครงแล้ว

          ภาพของกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นที่พยายามยกขาขึ้นจากโคลน เพื่อเดินกลับมาที่เรือไม่ได้ทำให้พวกเราหวั่นใจ แต่กลับปลุกเร้าความสนุกตื่นเต้นให้มากยิ่งขึ้น ลุงเทืองลงจากเรือเป็นคนแรกและถีบกระดานเลนให้ดูเป็นตัวอย่าง ฉันหย่อนเท้าลงจากเรือ คล้ายมีโคลนอุ่นนุ่มโอบรับไว้ ลุงเทืองสอนวิธีวางขาบนกระดานเลนและการถีบโคลน แน่นอนว่าการใช้กระดานเลนย่อมทำให้เราเคลื่อนไหวไปได้เร็วกว่าการใช้เท้าเดิน จนเมื่อเริ่มชินกับการอยู่ในโคลน ลุงเทืองจึงสอนวิธีจับหอยแครงที่อยู่ในโคลนบริเวณตื้น ๆ

สมุทรสงคราม


          เราผลัดกันใช้กระดานเลน แล้วออมแรงที่เหลือกลับขึ้นเรือ เพราะเรายังมีเป้าหมายที่จะไปปลูกป่าชายเลนด้วย ลุงเทืองบอกกับเราว่า "อยากปลูกต้นโกงกางให้รอด ก็ต้องไปปลูกในที่ที่มีต้นโกงกางอยู่ อย่าไปจับแยกกลุ่ม" พวกเราจึงได้ลงไปในโคลนอีกครั้ง เมื่อลุงเทืองหยุดเรือในบริเวณที่เป็นป่าชายเลน ค่อย ๆ หย่อนต้นกล้าลงไปในหลุม ผูกเข้ากับกิ่งไม้ โดยมีฝูงลิงแสมเจ้าถิ่นคอยให้กำลังใจ ฉันเชื่อว่าปริมาณของโคลนที่เลอะเสื้อผ้า กับปริมาณของความสุขที่ได้รับในวันนี้ น่าจะมีมากพอ ๆ กัน

          เวลาบ่ายแก่ ๆ รถไฟกำลังพาเรากลับบ้าน ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่ได้มาพักผ่อนในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะทำให้เราได้รับประสบการณ์ดี ๆ ที่น่าจดจำมากมาย และแม้จะเหนื่อยอ่อนจากการเล่นสนุกมาทั้งวัน ฉันก็ยังอดคิดไม่ได้ว่ามีใครหลายคนที่อยากให้รถไฟไทยได้รับการพัฒนา ฉันเองไม่ปฏิเสธความสะดวกสบาย แต่ก็อดใจหายไม่ได้เมื่อนึกว่ารถไฟไทยจะไม่เหมือนเดิม เพราะนั่นจะหมายความว่า สิ่งที่เคยเป็นจริงในความทรงจำจะกลายเป็นเพียงแค่ภาพฝัน และเราก็ต้องยอมรับมันให้ได้

คู่มือนักเดินทาง

          รถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย มีให้บริการตลอดทั้งวัน ตั้งแต่รอบ 05.30 น. ไปจนถึง 20.10 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนรถไฟมหาชัย-วงเวียงใหญ่ ก็มีให้บริการตลอดทั้งวันเช่นเดียวกัน ตั้งแต่รอบ 04.30 น. ไปจนถึง 19.00 น.

          รถไฟบ้านแหลม-แม่กลอง (จำนวน 2 โบกี้) มี 4 เที่ยว คือ ออกจากสถานีบ้านแหลม เวลา 07.30, 10.10, 13.30 และ 16.40 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ส่วนรถไฟจากแม่กลอง-บ้านแหลม มีรอบ 06.20, 09.00, 11.30 และ 15.30 น.

          บ้านริมคลองโฮมสเตย์ 43/1 หมู่ 6 ตำบลบานปรก อำเภอเมืองฯ จังหวัดสมุทรสงคราม75000 โทรศัพท์ 08 9170 2804, 0 3475 2775 หรือเว็บไซต์
www.baanrimklong.com


          สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย (Call Center) 1690
 




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
ปีที่ 51 ฉบับที่ 11 มิถุนายน 2554